กองปราบ รวบแล้ว “ศักดิ์ ผาสุก” ผู้ก่อเหตุยิงวัยรุ่นหน้าผับระนอง พร้อมผู้ให้ความช่วยเหลือหลบหนี “ล่าสุดศาลพิพากษาจำคุกผู้ให้การช่วยเหลือ โดยไม่รอลงอาญา”

กองปราบ รวบแล้ว “ศักดิ์ ผาสุก” ผู้ก่อเหตุยิงวัยรุ่นหน้าผับระนอง พร้อมผู้ให้ความช่วยเหลือหลบหนี “ล่าสุดศาลพิพากษาจำคุกผู้ให้การช่วยเหลือ โดยไม่รอลงอาญา”

     ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบช.ก., พล.ต.ต.ชาญ วิมลศรี, พล.ต.ต.อภิชาติ ศิริสิทธิ์ รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป., พล.ต.ต.สหรัฐ ศักดิ์ศิลปะชัย ผบก.ภว.จว.ชุมพร ,พ.ต.อ.สันติ ชัยนิรามัย, พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบก.ป. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านมาบอำมฤต จว.ชุมพร และ กก.สส.ภ.จว.ชุมพร จับกุมตัวผู้ต้องหาจำนวน 5 ราย ประกอบด้วย
     1. นายเกรียงศักดิ์ ถิรไชย หรือศักดิ์ ผาสุก ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดระนองที่ 74/2561 ข้อหา“ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา,ยิงปืนเข้าไปเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และพกพาอาวุธปืนเข้าไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร” คดีอาญาที่ 844/2561 ของ สภ.เมืองระนอง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 22 ก.ค.61
     2. นาย วินัย ทองบาง อายุ 27 ปี อยู่ที่ 127 หมู่ที่ 8 ตำบลพันลาน อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์
     3. นาย ยศธร ถิรไชย อายุ 40 ปี อยู่ที่ 121 ถ.นิพัทธ์ภักดี ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
     4. นาง ชนิกา ถิรไชย อายุ 32 ปี อยู่ที่ 121 ถ.นิพัทธ์ภักดี ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
     5. น.ส.อุมาพร ชัยกายุทธ อายุ 27 ปี อยู่ที่ 121 ถ.นิพัทธ์ภักดี ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
***โดยลำดับที่ 2 – 5 ได้กระทำความผิดในข้อหา “ร่วมกันช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดอันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษโดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้นหรือโดยช่วยผู้นั้น ด้วยประการใดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม”

     หลังเกิดเหตุที่ นายเกรียงศักดิ์ฯ และพวก ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นเสียชีวิต ที่จังหวัดระนอง ซึ่งเป็นเหตุอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ และเป็นการกระทำที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย โดยหลังเกิดเหตุในคดีนี้มีผู้ต้องหาถูกจับกุมได้แล้ว 3 ราย และยังหลบหนีอยู่ 3 ราย คือ นายเกรียงศักดิ์ ถิรไชย, นายภูมิพรรดิ์ ชาติประนอมไชย และนายไพบูลย์ บริสุทธิ์ ผบ.ตร.จึงได้สั่งการให้ บก.ป. ดำเนินการสืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหาให้ได้โดยเร็ว ซึ่ง ผบก.ป. ได้สั่งการให้ กก.สนับสนุน ร่วมกับ กก.1- กก.6 บก.ป. บูรณาการในการสืบสวนติดตามผู้ต้องหาทั้ง 3 รายนี้

     จนเมื่อประมาณกลางเดือน พ.ย.61 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ป. สืบทราบมาว่าหลังจากเกิดเหตุ นายเกรียงศักดิ์ฯ ผู้ต้องหากับพวก ได้หลบหนีไปกบดานอยู่ที่ค่ายมวยแห่งหนึ่ง ในจังหวัดเชียงราย และได้หลบหนีเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ป. จึงได้ทำการประสานงานหน่วยงานระหว่างประเทศ ขอความช่วยเหลือให้ทำการติดตามตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีในประเทศไทย 

     “ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ป. รับแจ้งจากหน่วยงานระหว่างประเทศ ว่า นายเกรียงศักดิ์ฯ หรือศักดิ์ ผาสุก หลบหนีกลับเข้ามายังประเทศไทย โดยการช่วยเหลือของนางอุมาพรฯ (แฟนสาวนายเกรียงศักดิ์ฯ), นายยศธรฯ และ นางชนิกา ถิรไชย (ญาตินายเกรียงศักดิ์ฯ) เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ป. จึงได้ทำการสืบสวนติดตาม จนกระทั่งทราบว่าได้มาพักอาศัยอยู่ในอพาร์ตเม้นแห่งหนึ่งย่านทุ่งสองห้อง โดยการช่วยเหลือของนายวินัย ทองบาง”

     ต่อมาเมื่อคืนวันที่ 3 ธ.ค.61 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ป. ได้ทำการปิดล้อมพื้นที่เพื่อหาตัวนายเกรียงศักดิ์ฯ แต่นายเกรียงศักดิ์ฯ กับพวกสามารถหลบหนีไปได้ โดยผลการตรวจสอบทำให้ ทราบข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ซึ่งพานายเกรียงศักดิ์ฯ หลบหนี เจ้าหน้าที่ฯ จึงได้ทำการติดตามอย่างต่อเนื่อง และประสานข้อมูลไปยังตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 รวมถึงได้แจ้งข้อมูล ว่าในการหลบหนีผู้ต้องหาจะมีการใช้รถนำเพื่อตรวจสอบว่า ในเส้นทางมีเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการตั้งด่านเพื่อตรวจบุคคลหรือรถอยู่หรือไม่เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม อย่างไรก็ตามในวันที่ 4 ธ.ค.61 เวลาประมาณ 09.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านมาบอำมฤต จังหวัดชุมพร ตรวจพบรถยนต์คันที่พานายเกรียงศักดิ์ฯ หลบหนี จึงเรียกให้หยุดและตรวจสอบบุคคล พบนายยศธรฯ และนางชนิกาฯ อยู่บนรถคันดังกล่าว และจากการซักถาม ทำให้ทราบว่า นายเกรียงศักดิ์ฯ และ น.ส.อุมาพรฯ ใช้รถยนต์ฮอนด้าบริโอ้ฯ ขับหลบหนีออกไป เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้กระจายกำลังกันค้นหา จนกระทั่งไปพบนายเกรียงศักดิ์ฯ และน.ส.อุมาพรฯ พร้อมรถยนต์ฯ คันที่หลบหนีอยู่ภายในวัดพ่อตาหินช้าง จังหวัดชุมพร จึงได้ควบคุมตัวนายเกรียงศักดิ์ฯ พร้อมบุคคลซึ่งพานายเกรียงศักดิ์ฯ หลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ฯ ไปสืบสวนขยายผลต่อไป

     ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ป. ได้นำตัวนายวินัยฯ ไปฟ้องต่อศาลแล้ว ในข้อหา “ร่วมกันช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดอันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษโดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้นหรือโดยช่วยผู้นั้น ด้วยประการใดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม” โดยศาลได้พิพากษาลงโทษ นายวินัยฯ ให้จำคุก 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากศาลเห็นว่าเป็นการช่วยเหลือผู้ต้องหาที่กระทำความผิดอย่างร้ายแรงให้พ้นจากการถูกจับกุมและถูกลงโทษ